← กลับไปที่บทความทั้งหมด

พี่สมชายเปิดเมนู Delivery บนโต๊ะแคชเชียร์แล้วถอนหายใจ

ร้าน Siam Kitchen ของเขาในเมืองซีแอตเทิลเข้าร่วมทั้งสามแพลตฟอร์มพร้อมกัน ตามคำแนะนำของเพื่อนที่บอกว่า "ยิ่งอยู่หลายที่ยิ่งดี" เดือนแรกมียอดออร์เดอร์เข้ามาพอสมควร แต่พอนั่งคำนวณจริงๆ กำไรหายไปไหน? ค่า Commission รวมกันแล้วกินไปเกือบ 30% ของราคาอาหาร บวกค่าแพ็กเกจจิ้ง ค่าแรงพนักงานที่ต้องเพิ่มชั่วโมง แทบไม่เหลืออะไร

"ผมทำงานให้ DoorDash ฟรีๆ เลย" เขาบ่นกับภรรยา

ความจริงที่เจ้าของร้านอาหารหลายคนค้นพบช้าเกินไปคือ — การเข้าร่วมทุกแพลตฟอร์มไม่ได้ดีกว่าการเลือกให้ถูกต้อง และแพลตฟอร์มที่ "ถูกต้อง" สำหรับแต่ละร้านนั้นต่างกันมาก

ก่อนเปรียบเทียบ — เข้าใจโมเดลธุรกิจก่อน

ทั้งสามแพลตฟอร์มทำเงินจากสองทาง: ค่า Commission ที่เก็บจากร้านอาหาร และค่าจัดส่งที่เก็บจากลูกค้า สิ่งที่ต่างกันคือสัดส่วนและกลุ่มเป้าหมายที่แต่ละแพลตฟอร์มแข็งแกร่ง

ตัวเลขที่คุณเห็นในโฆษณาของแต่ละแพลตฟอร์มมักจะเป็นอัตราต่ำสุด ในความเป็นจริง ค่า Commission รวมค่าการตลาดและฟีเจอร์เสริมต่างๆ สามารถสูงถึง 30–35% ได้ไม่ยาก

ช่วงค่า Commission ทั่วไป (ไม่รวมค่าการตลาดเสริม)
DoorDash15–30%
UberEats15–30%
Grubhub5–15% + ค่า Marketing

เปรียบเทียบสามแพลตฟอร์มแบบตรงๆ

DoorDash
ส่วนแบ่งตลาด~67% สหรัฐฯ
จุดแข็งครอบคลุมทั่วประเทศ
กลุ่มลูกค้ากว้าง ทุกระดับ
เหมาะกับร้านที่อยากได้ Volume
DashPassสมาชิกส่งฟรี
UberEats
ส่วนแบ่งตลาด~23% สหรัฐฯ
จุดแข็งเมืองใหญ่ & ท่องเที่ยว
กลุ่มลูกค้าUrban, ระดับกลาง-บน
เหมาะกับร้านใน Downtown / Tourist
Uber Oneรวมกับ Uber Rides
Grubhub
ส่วนแบ่งตลาด~7% สหรัฐฯ
จุดแข็งชิคาโก & นิวยอร์ก
กลุ่มลูกค้าOffice workers, Midwest
เหมาะกับร้านในย่านออฟฟิศ
Perksผูกกับ Amazon Prime

DoorDash — ใหญ่ที่สุดแต่ไม่ใช่คำตอบเสมอ

DoorDash ครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่าสองในสามของตลาด Delivery ในสหรัฐฯ สำหรับร้านอาหารไทยที่อยู่ในเมืองขนาดกลางถึงใหญ่ การไม่อยู่บน DoorDash ก็เหมือนไม่มีเว็บไซต์ในปี 2015

แต่ขนาดใหญ่หมายความว่าการแข่งขันก็สูงตาม หน้าค้นหา "Thai food" บน DoorDash ในเมืองใหญ่อย่าง LA หรือ Houston มีร้านแข่งกันหลายสิบร้าน ถ้าคุณไม่ลงทุนใน Sponsored Listing หรือโปรโมชัน โอกาสที่คนจะเจอร้านคุณก่อนคู่แข่งมีน้อยมาก

DoorDash เหมาะกับคุณถ้า —

ร้านอยู่ในเมืองที่ DoorDash แข็งแกร่ง (ซึ่งคือส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ) คุณพร้อมลงทุนเวลาใน Promotion และ Menu Optimization และต้องการ Volume มากกว่า Margin ในช่วงเริ่มต้น

UberEats — ตัวเลือกที่ดีกว่าสำหรับร้านระดับบน

UberEats มีฐานผู้ใช้ที่มีรายได้สูงกว่าเฉลี่ย เพราะเชื่อมกับ App Uber ที่คนเดินทางและคนเมืองใหญ่ใช้บ่อย ถ้าร้านคุณตั้งราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ย หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวหรือผู้ใช้ Uber หนาแน่น UberEats มักให้ Order Value ที่สูงกว่า

นอกจากนี้ UberEats ยังทำงานได้ดีในตลาดที่ DoorDash ยังไม่แข็งแกร่ง เช่น บางพื้นที่ใน New York, Miami หรือมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ

UberEats เหมาะกับคุณถ้า —

ร้านอยู่ใน Downtown, Tourist Area หรือใกล้ Campus ราคาอาหารคุณอยู่ระดับกลาง-บน ($15+ ต่อจาน) และกลุ่มลูกค้าหลักคือคนรุ่นใหม่ที่ใช้ Uber อยู่แล้ว

Grubhub — เล็กลงแต่ยังมีพื้นที่เฉพาะ

Grubhub เสียส่วนแบ่งตลาดมาหลายปี แต่ยังแข็งแกร่งมากในชิคาโกและนิวยอร์ก และการผูกกับ Amazon Prime ทำให้มีฐานผู้ใช้ที่เสถียรในกลุ่ม Corporate Office และย่านที่อยู่อาศัย

ถ้าร้านคุณอยู่ในสองเมืองนี้ Grubhub ยังเป็นตัวเลือกที่ต้องพิจารณา แต่ถ้าอยู่นอกเมืองใหญ่บนชายฝั่งตะวันออก ความสำคัญของ Grubhub ลดลงมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

Grubhub เหมาะกับคุณถ้า —

ร้านอยู่ในชิคาโก นิวยอร์ก หรือเมืองที่ Grubhub ยังครองตลาด คุณต้องการเจาะกลุ่ม Corporate Lunch หรือลูกค้าที่ใช้ Amazon Prime

กลยุทธ์ที่ใช้ได้จริง — อย่าอยู่ทุกแพลตฟอร์มในวันแรก

"เข้าร่วมทุกแพลตฟอร์มพร้อมกันเหมือนเปิดสาขาสามแห่งในวันเดียว — ทรัพยากรกระจาย คุณภาพตก ไม่มีที่ไหนดี"

คำแนะนำที่เราให้กับร้านอาหารไทยส่วนใหญ่คือเริ่มต้นด้วยแพลตฟอร์มเดียว ทำให้ดี วัดผล แล้วค่อยขยาย

เดือน 1–2: เลือกแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งที่สุดในพื้นที่คุณ (มักจะคือ DoorDash) ตั้งค่าเมนูให้สมบูรณ์ รูปอาหารครบทุกจาน คำอธิบายชัดเจน และอย่าลืมปรับราคาให้รองรับค่า Commission — ถ้าราคาหน้าร้านเท่ากับราคา Delivery กำไรคุณจะหายไปทันที

เดือน 3: ดูข้อมูลว่ายอดขาย Delivery มาจากเวลาไหน เมนูไหนขายดี และ Rating ของร้านอยู่ที่ระดับไหน ถ้า Rating ต่ำกว่า 4.5 แก้ปัญหาก่อน ก่อนขยายไปแพลตฟอร์มที่สอง

เดือน 4 ขึ้นไป: ถ้าพื้นที่คุณมี UberEats หนาแน่น ลองเพิ่มเป็นตัวที่สอง แต่ระวัง — การจัดการสองแพลตฟอร์มพร้อมกันหมายความว่าออร์เดอร์อาจมาพร้อมกันและทำให้ครัวตึงเกินไป

เคล็ดลับด้านราคา

ร้านอาหารไทยที่อยู่บน Delivery Platform ควรตั้งราคาสูงกว่าหน้าร้าน 15–20% เพื่อรองรับค่า Commission แพลตฟอร์มส่วนใหญ่อนุญาตให้ทำได้ และลูกค้า Delivery ส่วนใหญ่ก็คาดหวังราคาที่สูงกว่าอยู่แล้ว

พี่สมชายทำอะไรในที่สุด

สองเดือนหลังจากถอนหายใจอยู่หน้าโต๊ะแคชเชียร์ พี่สมชายตัดสินใจออกจาก Grubhub และลดการพึ่ง UberEats ให้เหลือเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์ เขาโฟกัสกับ DoorDash เพียงแพลตฟอร์มเดียว ลงทุนซื้อ Sponsored Listing สัปดาห์ละ $30 และปรับราคาเมนู Delivery ขึ้น 18%

ผลลัพธ์? ยอดออร์เดอร์ลดลง 15% แต่รายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 22% เพราะแต่ละออร์เดอร์มีกำไรจริงๆ แทนที่จะทำงานฟรีให้แพลตฟอร์ม

บทเรียนของพี่สมชายไม่ใช่ว่าแพลตฟอร์มใดดีหรือแย่ แต่คือการรู้จักเลือก รู้จักตั้งราคา และรู้จักวัดผล สามสิ่งนี้ทำให้ Delivery เป็นช่องทางที่งอกงาม ไม่ใช่ช่องทางที่กินกำไรจนหมด

ต้องการวิเคราะห์กลยุทธ์ Delivery ของร้านคุณ?

เราช่วยวิเคราะห์ว่าแพลตฟอร์มไหนเหมาะกับร้านและเมืองของคุณ พร้อมแนะนำโครงสร้างราคาที่รักษา Margin ไว้ได้

รับออดิทดิจิทัลฟรี →